ประสบการณ์ทำน้องร้องไห้กลางห้างเช้าวันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ผมเคยไปทริปที่ต่างประเทศมีโอกาสรู้จักคนมากมาย ในจำนวนนั้นมีน้องสาวคนนึง

ในคณะที่ผมไม่ค่อยได้คุยด้วยสักเท่าไหร่ แต่จำได้ว่าน้องเคยแนะนำตัวว่าจบวิศวะมา ทำให้ผมถึงกับอึ้งเพราะถ้าไม่บอกกันก่อน ดูจากภายนอกทั้งการแต่งตัวและหน้าตาท่าทางนี่ คือถ้าน้องบอกว่าเป็นสมาชิกวง BNK หรืออยู่วงไอดอลวงไหนอยู่นี่ผมคงจะเชื่อได้มากกว่า 555

มีอยู่วันนึงคณะเราไปชมแกลอรี่ชุมชนศิลปะกัน ผมเป็นคนชอบดูรูปอยู่แล้วเลยเดินดูเพลินๆ เจอน้องเค้าอีกเลยได้คุยกันเรื่องงานศิลปะกันซึ่งน่าคุยกว่าเรื่องอื่นๆเยอะเลย

“หนูก็วาดรูปด้วยนะคะ” เธอเห็นผมท่าทางสนใจงานวาดรูปเลยให้ผมดูงานที่เธอวาดในไอแพด ผมก็ถามนู่นถามนี่ไปเยอะเลยแต่เห็นน้องท่าทางอาจจะไม่ชอบให้ผมถามเยอะเท่าไหร่ สักพักผมก็เลยเลิกถามไป

พอกลับมาถึงกรุงเทพ น้องมีแนวคิดที่จะทำโปรเจกต์และการเรียนต่อ เลยมีคำถามมาปรึกษาผมอยู่หลายเรื่องทางไลน์ ซึ่งผมก็พยายามตอบเท่าที่จะตอบได้ พอถามเสร็จก็หายไปนานเลยแล้วก็กลับมาถามใหม่อีกรอบ จนเมื่อปลายเดือนที่แล้วคราวนี้น้องทักมาอีกรอบ

“หนูขอโทรคุยกับพี่เอ๋อหน่อยสะดวกไหมคะ”

เรานัดกันโทรผ่าน LINE เพราะตอนนั้นผมยังอยู่ที่อเมริกา หลังจากผ่านไปเกือบปีน้องก็บอกว่าเริ่มมีไอเดียชัดว่าอยากทำสตาร์ทอัพที่ยังไม่เห็นใครทำ และน่าจะมีประโยชน์มาก น้องเล่ามายาวและละเอียดจริงๆตามที่บอก ผมฟังดูก็เข้าท่าดีเลยสงสัยว่าน้องจะต้องการคำปรึกษาตรงไหนอีกเพราะที่คิดมาก็ดีอยู่แล้ว

“พี่เอ๋อสนใจมาทำด้วยกันกับหนูไหมคะ”

ผมงงไปราวๆห้าวินาที ก่อนจะตอบไปว่า “ได้ครับ”

“พี่เอ๋อกลับมาเมืองไทยวันไหนคะ”

ผมตอบเธอไปว่ากลับถึงวันที่ 17 และขอเวลาช่วงวันทำงานเพื่อคุยงานอื่นที่มารอคิวก่อน น้องเลยขอนัดเช้าวันเสาร์ที่ 20 ก็คือวันนี้เลยแต่เช้าตอน 10 โมง

เช้าวันนี้ที่ห้างใหญ่กลางกรุง ผมจอดรถตอนเก้าโมงสี่สิบห้าเพราะรถไม่ติดเลยวิ่งมาแบบฉิวๆ เดินไปดูอ้าวห้างยังไม่เปิดเลยนี่

น้องมายืนรออยู่ที่หน้าห้าง ลองนึกภาพน้องหน้าหมวยปล่อยผมตรงยาว แถมแต่งตัวเด็กม้ากกกว่าอายุจริงที่ก็ยี่สิบต้นๆ พอใส่เสื้อยืดลายการ์ตูน สะพายเป้สีชมพูแถมใส่กางเกงขายาวสีชมพูสดแบบเห็นเด่นชัดมาตั้งแต่มองลงมาจากลานจอดรถยิ่งดูเหมือนเด็ก มอปลายมากกว่าจบป.ตรีแล้ว

เราเดินไปหาที่นั่งคุยกันที่ร้านอาหารแห่งนึงเป็นเหมือนศูนย์อาหารเล็กๆแต่วิวดี

ตอนนี้ที่บ้านไฟดับ ขอโพสต์ครึ่งแรกไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวออกไปฟิตเนสแล้วถ้าวิ่งสักพักจะมาเขียนต่อให้จบครับ

**** มาต่อๆนะครับ เผลอหลับไปเพราะเมื่อคืนนอนดึกแล้วต้องตื่นเช้าด้วย

ที่ศูนย์อาหารชั้นสี่วิวรถไฟฟ้า เนื่องจากห้างเพิ่งเปิดยังไม่มีลูกค้าเลย ผมชวนน้องนั่งที่โต๊ะใหญ่กลางร้านเลย เพราะปกติผมจะชอบนั่งที่ๆมองเห็นได้รอบๆมากกว่าหลบไปนั่งตรงมุม กดไอแพดของทางร้านสั่งมะนาวโซดาหนึ่งแก้ว ส่วนน้องสั่งน้ำเปล่า แล้วก็มีพนักงานเดินมาเสริฟให้

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมส่งคำถาม 10 ข้อไปให้น้องคิดหาคำตอบมาล่วงหน้า ซึ่งเป็นชุดคำถามเดียวกับที่ผมได้รับมาตอนออกแบบระบบงานใหม่ๆ น้องเปิดโน๊ตบุ้คให้ดูสไลด์ที่ทำมาแบบง่ายๆมี 10 หน้าแล้ว แล้วออกตัวว่าเวลาคุยโทรศัพท์น้องจะพูดได้ไม่หมดเท่าที่ใจคิด ถึงได้อยากนัดมาเจอมากกว่า แต่ก็ขอให้ผมเข้าใจว่าน้องจะใช้เวลาในการเรียบเรียงคำพูดเยอะหน่อย ผมเข้าใจแล้วให้น้องเล่าให้ผมฟังในสิ่งที่เธอคิดมา หลังจากที่ฟังแล้วผมก็ยังมีคำถามเพิ่มอีกหลายข้อ จากนั้นก็หยิบไอแพดของผมขึ้นมาเพื่อเปิดโปรแกรม sketch ภาพแนวคิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลยเพื่อให้มั่นในว่าความเข้าใจของเราใกล้กันมากขึ้น เห็นเป็นภาพเดียวกัน

จากนั้นผมก็เริ่มเงียบ และคิด เพราะภาพที่ผมเห็นมันใหญ่มากกว่าที่ได้ยินทางโทรศัพท์เยอะจริงๆ สิ่งที่น้องคิดเป็นเรื่องที่ดีมาก หากเกิดขึ้นได้จริงจะเป็นประโยชน์มากต่อสังคม แต่งานสเกลขนาดนี้น่าจะมีอุปสรรคมากแน่ๆ ผมเริ่มคุยแบบให้ข้อแนะนำและแนวทางที่มากขึ้น ซึ่งหลายอย่างคือการบอกถึงอุปสรรคนั่นแหละ จนผมเริ่มเห็นน้องขมวดคิ้วบ่อยครั้งขึ้นและมีครั้งนึงที่น้องเอาสองมือขึ้นมากุมหัวไว้เลย นั่นแหละที่ผมเริ่มรู้สึกว่าผมกำลังทำลายฝันของเด็กคนนึงอยู่หรือเปล่านี่ แถมโต๊ะข้างๆเริ่มมีคนมานั่งมากขึ้นและผมสังเกตได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมาทางผมกับน้องที่คุยกันอยู่ที่โต๊ะกลางห้องนั่นแหละ

“อะไรคือสาเหตุที่ทำให้น้องอยากทำโปรเจกต์นี้เหรอครับ ขอถามแบบจริงๆเลยนะ” ในที่สุดผมถามคำถามนี้แบบเน้นๆ พูดช้าลง พร้อมมองหน้าน้องแบบตรงๆ ผมมักจะเก็บคำถามสำคัญแบบนี้ไว้ช่วงท้ายๆของการคุยเสมอ คือถาม What, When, Where ก่อนเพราะเป็นรูปธรรมชวนคุยง่าย ส่วน How และ Why เป็นนามธรรมนิดนึงไว้ถามช่วงท้ายๆ

น้องเงียบไปนิดนึง หลบสายตาผม จากนั้นก็ยังไม่ได้ตอบอะไรน้ำตาน้องก็ไหลออกมานิดนึง

“… ” ผมเริ่มคิดในใจ เอิ่ม..

จากนั้นน้องก็เล่าไปด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป พร้อมร้องไห้ไปตลอดเวลาที่เล่า ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความปราถนาดีที่น้องมีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างลึกซึ้งมาก ตอนแรกผมจะใช้คำว่าคนอื่น แต่น้องพยายามบอกผมหลายครั้งว่า เราต้องไม่มองว่าใครเป็นคนอื่น น้องอยากให้โลกนี้ดีขึ้นหากทุกคนมีความปราถนาดีต่อกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มากกว่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่น้องบอกว่าน้องได้สิ่งนี้มาตลอดทั้งในครอบครัว และสังคมของน้องก็มีแต่เรื่องดีๆเข้ามาในชีวิตน้องมากมาย

ผมเหมือนตกอยู่ในภวังค์ตอนที่น้องเล่าในช่วงนี้ คือผมไม่ได้พยายามจะไปปลอบอะไรน้องเค้าเลยให้เค้าเล่าไปเรื่อยๆเพราะฟังดูมาจากใจดี แต่พอน้องเล่าจบ ผมเริ่มสังเกตไปที่โต๊ะข้างๆ พนักงานเสริฟที่เดินไปเดินมา โอโห.. สายตาแต่ละท่าน โดยเฉพาะสาวโต๊ะนั้น รังสีแผ่ซ่านมาในระยะสามเมตร เธอไม่น่าจะได้ยินหรอกว่าเราคุยอะไรกัน ภาพในระยะนั้นคือ ไอ้ลุงคนนี้มันทำอะไร ทำไมน้องต้องร้องไห้ขนาดนี้ บลาๆๆ T T

หลังจากจุดนั้น ผมเลยเปลี่ยนแนวการคุย

“เอางี้ครับ เดี๋ยวปัญหาทั้งหมดพี่ไปหาทางจัดการเอง” ผมหมายความว่ายังงั้นจริงๆ

หลังจากยกปัญหาออกจากสมการแล้ว เราก็คุยกันต่ออีกหลายเรื่อง บรรยากาศดูดีขึ้นมาก น้องยิ้ม หัวเราะ ร่าเริง สดใส ไม่ทำหน้าเครียดอีกแล้ว (พวกโต๊ะข้างๆ ดูด้วยๆเว้ย อย่าเอาแต่กิน)

“พี่เอ๋อจำได้ไหมเมื่อปีที่แล้วพี่ถามหนูว่า ชอบงานศิลปแนวไหนบ้าง”

“ตอนนั้นหนูไม่ได้ตอบคำถามพี่ เพราะหนูคิดจะตอบไว้แล้วนะ แต่ไม่ได้ตอบ”

จากนั้นเราก็เริ่มคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งานอีกนิดหน่อย ซึ่งถึงตอนนี้ผมจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า น้องต้องการใช้ความสามารถทางศิลปะ มาสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นใหญ่ ที่มีผลต่อความสุขของผู้คนจริงๆนั่นแหละครับ

  • ตัวหนังสือในรูปนี้ผมเขียนเองจากไอเดียของน้อง ลายมือจะไม่สวยเพราะเพิ่งหัดเขียนตัวอักษรจีนมาได้ไม่มากครับ
  • ช่วงนี้ผมจะโพสต์แต่ละเรื่องดูจะยาว แต่ทุกครั้งผมจะนั่งเขียนทีเดียวจนจบแล้วโพสต์เลย ยกเว้นครั้งนี้มีเหตุมาคั่นจริงๆเลยต้องแบ่งโพสต์เป็นสองรอบ
  • ตั้งแต่เริ่มเรียนเขียนบทหนังนี่ อาจารย์สอนการเขียนให้อธิบายจนคนเข้าใจว่าต้องถ่ายทำยังไง ผมเลยติดแนวทางการเล่าเรื่องในสไตล์นี้มาด้วย แต่เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดนะครับไม่ได้แต่งขึ้นมา เพราะคนในเหตุการณ์ก็จะได้อ่านทีผมเขียนอยู่ด้วย ยกเว้นไดอะล็อค ที่อาจจะไม่ได้เป๊ะเพราะผมไม่ได้จดมาเป็นคำๆ แต่ก็จะใกล้เคียงกับที่คุยกันจริงเกิน 90%
  • ถ้าไม่รำคาญกันซะก่อนก็จะมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ

(โพสต์นี้ผมได้ขออนุญาตน้องคนที่จะกล่าวถึงก่อนแล้วว่า ผมจะเขียนเล่าถึงความรู้สึกวันนี้โดยจะไม่ลงชื่อน้องนะครับ)

Comments